Posted on

กล้วยน้ำว้าดีต่อเด็กทารกหรือไม่

กล้วยน้ำว้าดีต่อเด็กทารกหรือไม่?

กล้วยน้ำว้าเป็นผลไม้ที่เหล่าแม่ๆจะให้กับลูกน้อยของคุณทันทีที่เขาเริ่มหย่านม เพราะกล้วยน้ำว้าอุดมไปด้วยสารอาหารมันช่วยในการพัฒนาของเด็กทั้งมีรสชาติหวานและกินง่ายสำหรับเด็ก ๆ

คุณค่าทางโภชนาการของกล้วยน้ำว้าหนึ่งผล (100 กรัม)

แคลอรี่: 89, ไขมันรวม: 0.3 กรัม, คอเลสเตอรอล: 0 มก., โซเดียม: 1 มก., โพแทสเซียม: 358 มก., คาร์โบไฮเดรตทั้งหมด: 23 กรัม (ใยอาหาร: 2.6 กรัม; น้ำตาล: 12 กรัม)โปรตีน: 1.1 กรัม, วิตามินเอ: 1%, วิตามินซี: 14%, เหล็ก: 1%, วิตามินบี 6: 20%, แมกนีเซียม: 6%
เมื่อไหร่ควรเริ่มให้กล้วยเป็นอาหารกับทารก
หลายคนบอกว่าคุณสามารถเริ่มให้กล้วยน้ำว้ากับเด็กในช่วงอายุ 4-6 เดือน แต่อย่างไรก็ตามแพทย์แนะนำอย่างยิ่งให้รอจนกว่าทารกจะมีอายุ 6 เดือนและเริ่มด้วยกล้วยขนาดเล็กต่อวันจะเหมาะอย่างยิ่ง

ประโยชน์ด้านสุขภาพที่น่าอัศจรรย์ของกล้วยน้ำว้าสำหรับทารก

ตัวเลือกแรกของแม่สำหรับลูกน้อยก็คือกล้วยน้ำว้ามันเป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับเด็กที่เพิ่งเริ่มหย่านม อย่างไรก็ตามมีคำถามที่พบบ่อยในหมู่แม่ทุกคนว่า “ กล้วยทำให้เกิดอาการท้องผูกในทารกหรือไม่ ” ต่อไปนี้เป็นประโยชน์ของกล้วยน้ำว้าค่ะ
1. เส้นใยสูง: มีปริมาณเส้นใยสูงซึ่งทำให้รู้สึกอิ่มนานขึ้น นอกจากนี้ใยอาหารยังช่วยในการล้างลำไส้
2. เหมาะสำหรับการติดเชื้อในปัสสาวะ: กล้วยถูกกล่าวว่าเป็นยารักษาโรคติดเชื้อในปัสสาวะที่มักเกิดในทารกโดยกล้วยน้ำว้าจะช่วยล้างสารพิษทั้งหมดออกจากทางเดินปัสสาวะ
3. เต็มไปด้วยสารอาหาร: ผลไม้เต็มไปด้วยสารอาหาร เช่นโพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม เหล็ก โฟเลต ไนอาซิน และวิตามินบี 6 ดังนั้น กล้วยช่วยให้เด็กเพิ่มน้ำหนักได้
4. ดีสำหรับกระดูก: โพแทสเซียมและแคลเซียมในกล้วยช่วยในการสร้างกระดูกให้แข็งแรง
5. ป้องกันโรคโลหิตจาง: กล้วยอุดมไปด้วยธาตุเหล็กซึ่งจำเป็นต่อการสร้างฮีโมโกลบินในเลือด นอกจากนี้ยังช่วยในการสังเคราะห์เซลล์เม็ดเลือดแดงในร่างกายของคุณ
6. บำรุงสมอง: โฟเลตซึ่งมีอยู่ในกล้วยช่วยในการพัฒนาสมองและช่วยเพิ่มความจำ นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันสมองถูกทำลาย
7. ปรับปรุงสายตา: วิตามิน A ที่มีอยู่ในกล้วยน้ำว้าช่วยในการมองเห็นที่ดีขึ้นเนื่องจากช่วยในการปกป้องกระจกตา
8. การรักษาอาการท้องผูก:กล้วยมีเส้นใยสูงซึ่งจะช่วยในการเคลื่อนไหวของลำไส้จึงช่วยรักษาอาการท้องผูกในทารก

วิธีรับประทาน

กล้วยน้ำว้าสามารถใช้ได้ง่ายตลอดทั้งปี นอกจากนี้ยังเป็นอาหารที่ทานง่ายสำหรับเด็กทารก รายการด้านล่างเป็นตัวชี้อายุกับความเหมาะสมในการใช้กล้วยน้ำว้ากับลูกน้อยของคุณ
1. ให้กล้วยแก่เด็กอายุ 6 เดือน: ปอกกล้วยแล้วหั่นเป็นชิ้น จากนั้นด้วยส้อมบดมัน เมื่อทำเช่นนี้กล้วยจะนุ่มและบริสุทธิ์เป็นอย่างมาก ทำให้ทารกกลืนได้ง่าย
2. การให้กล้วยแก่ทารกอายุ 9 เดือน: เมื่อถึง 9 เดือนที่เด็กจะสามารถทานอาหารที่ผ่านการปรุงไปจนถึงสัตว์ ดังนั้นคุณสามารถให้กล้วยบดหรือเป็นชิ้นเล็ก ๆ
3. ให้กล้วยแก่เด็กทารกอายุ 1 ปี: คุณสามารถปอกกล้วยให้ลูกถือทานเองได้เลยคุณยังสามารถปอกเปลือกกล้วยหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ และกระตุ้นให้ลูกน้อยของคุณกินด้วยส้อมถือเป็นการฝึกทานเองได้อีกด้วย

ข้อควรระวังในขณะที่ให้อาหารกล้วยแก่ลูกน้อยของคุณ

ไม่ควรให้กล้วยที่ยังมีความดิบแก่ทารกเนื่องจากย่อยยาก ควรจะเป็นกล้วยที่สุกค่อนไปทางงอมและกล้วยควรบดให้ละเอียดสำหรับเด็กที่เพิ่งเริ่มทาน

กล้วยดีสำหรับทารกในช่วงเย็นหรือไม่?

กล้วยอุดมไปด้วยวิตามินบี 6 ซึ่งช่วยในการผ่อนคลายเนื้อเยื่อของกล้ามเนื้อหลอดลม กล้วยนอกจากนี้ยังมีการกล่าวว่ากล้วยน้ำว้าจะช่วยซ่อมแซมระบบภูมิคุ้มกันได้ กล้วยต่อวันจะไม่เป็นอันตรายต่อทารก อย่างไรก็ตามสิ่งที่มากเกินไปไม่ดี ดังนั้นกล้วยก็ควรให้กับทารกในปริมาณที่พอเหมาะ

กล้วยสามารถกินได้เท่าไหร่ในหนึ่งวัน?

กล้วยดีสำหรับเด็กทุกวันไหม คำตอบก็คือ “ ใช่” อย่างไรก็ตามเด็กควรได้รับกล้วยขนาดเล็กวันละครั้งเท่านั้น การกินมากเกินไปในคราวเดียวอาจทำให้เกิดปัญหากับสุขภาพของเด็กได้

Posted on

ลดน้ำหนักแบบไอดอล Girl group

ลดน้ำหนักแบบไอดอล Girl group

ถ้าพูดถึงไอดอลเกาหลีเราจะเห็นได้ว่าทุกคนมีรูปร่างที่ดีมากๆ เราลองมาดูวิธีการลกน้ำหนักของสาวๆ ไอดอลเหล่านี้ดู

1. Dasom และ Soyou วง SISTAR’s

ทั้งสองเคยเล่าว่าช่วงที่ลดน้ำหนักจะทานเพียงวันละมื้อเท่านั้น ถ้าอยากทานอย่างอื่นมากๆ ก็จะทานแล้วคายทิ้งขอแค่ได้ลิ้มรสของมันเท่านั้น

2. วง Nine Muses

เผยว่าเค้าใช้ภาชนะเล็กๆ ในการรับประทานอาหารเพื่อให้ทานได้น้อยลง เช่น ข้าว 1 จานที่เคยกินถ้าใส่ภาชนะเล็กก็จะกินแค่ 1/3 หรือ 2/3 เท่านั้น พวกเค้าทานน้อยแต่ยังทานอาการได้ประโยชน์ครบหมู่ ลองมาดูตารางการทานอาหารทั้ง 7 วันของสาวๆวงนี้กัน

Day1 เช้า: ขนมปังปิ้ง 1 ชิ้น แอปปเปิ้ล 1 ลูก และมันเทศ 1 ชิ้น
กลางวัน: สลัดอกไก่
เย็น: มะเขือเทศเชอรี่ 8 ลูก และแตงกวา 1 ลูก
Day2 เช้า: ขนมปังปิ้ง 1 ชิ้น และนมโลวเฟต
กลางวัน: มันเทศ 1 ชิ้น
เย็น: strawberry 8 ลูก และมะเขือเทศเชอรี่ 5 ลูก
Day3 เช้า: ขนมปังปิ้ง 1 ชิ้น และนมโลวเฟต
กลางวัน: มันเทศ 1 ลูก และมะเขือเทศเชอรี่ 5 ลูก
เย็น: strawberry 5 ลูก และแตงกวา 1 ลูก
Day4 เช้า: ขนมปัง 1 ชิ้น นมโลวเฟต strawberry 3 ลูก
กลางวัน: อกไก่ และstrawberry 8 ลูก
เย็น: strawberry 5 ลูก และแตงกวา 1 ลูก
Day5 เช้า: 1 ขนมปัง และแอปเปิ้ล 1 ลูก
กลางวัน: ไข่ต้ม แตงกวา 1 ลูก และมะเขือเทศเชอรี่ 5 ลูก
เย็น: strawberry 10 ลูก และแตงกวา 1 ลูก
Day6 เช้า: ขนมปัง 1 ชิ้น และนมโลวเฟต
กลางวัน: มันเทศ 1 ชิ้น
เย็น: ไข่ต้ม 1 ฟอง และมะเขือเทศ 3 ลูก

3. วง SNSD

เค้าจะควบคุมการทานอาหารให้ไม่เกิน 1500 kals/วัน เป็นอาหารที่ประกอบด้วยข้าว อกไก่นึ่ง บรอกโคลีนึ่ง และ ผักอื่น ๆ สำหรับอาหารเช้า ส่วนอาหารกลางวันจะเน้นคุณค่าทางโภชนาการ เช่น ข้าว อกไก่ กะหล่ำปลี สลัด และ อัลมอนด์ อาหารเย็นจะเป็นมันฝรั่ง ไข่ต้มกะหล่ำปลี และ สลัด จะทานสลับกันไปแต่ละวัน ซึ่งยังคงสามารถทานสิ่งที่ชอบได้อยู่ พวกเค้าไม่ได้อดจนเกินไปและจะเน้นไปที่การออกกำลังกายมากกว่า

4. Seo In Young

เป็นนักแสดงหญิงและเธอเปิดเผยว่า 1 เดือนก่อนเธอออกอัลบั้มเธอสามารลดน้ำหนักได้ถึง 6 กก. ใน 4 สัปดาห์ด้วยสูตรกล้วยๆ ดังนี้
เช้า : กล้วย 1-2 ผลและน้ำ 2 แก้ว
กลางวัน : ต้องไม่พลังงานสูง ไม่มีไขมันอิ่มตัวและคาร์โบไฮเดรตน้อย ถ้ารู้สึกหิวระหว่างวันจะทานกล้วย
เย็น : ซุป
วิธีของพวกเค้าเหล่านี้ก็โหดสำหรับใครๆหลายคนไม่น้อยทีเดียว การลดน้ำหนักต้องเลือกที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายของตัวเองกันด้วยนะคะ

Posted on

กราโนล่าที่รักของนักเดินทางไกล

กราโนล่าที่รักของนักเดินทางไกลและผู้ที่มีกิจกรรมกลางแจ้งอยู่บ่อยๆ แน่นอนว่าการมีสุขภาพที่ดีหาซื้อไม่ได้ แต่หาอาหารที่กินแล้วมีสุขภาพที่ดีได้คุณสามารถหาเลือกซื้ออาหารเพื่อสุขภาพตามซุปเปอร์มาร์เก็ต และสินค้าที่มีคำว่า “บริสุทธิ์” และ “ธรรมชาติ” ติดอยู่บนฉลาก ฟังดูง่ายดีใช่ไหมคะ แล้วกราโนล่าดีต่อสุขภาพจริงหรือไม่? แน่นอนมันดีต่อสุขภาพ แต่ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ก็มีความแตกต่างกันออกไปของส่วนผสมและแล้วเราจะรู้ด้ยังไงว่าอาหารที่เรากำลังกินอยู่นั้นมีคุณค่าทางโภชนาการหรือไม่ นี่คือสิ่งที่นักโภชนาการบอกในสิ่งคุณควรรู้เกี่ยวกับกราโนล่าก่อนที่จะเลือกมันเป็นของโปรด

กราโนล่าทำมาจากอะไร?

ไม่มีสูตรมาตรฐานตายตัวสำหรับการทำกราโนล่าดังนั้นมันจะดีต่อสุขภาพหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับส่วนผสมและวิธีการผลิต นักโภชนาการสหรัฐอเมริกากล่าวว่า กราโนล่าทำจากข้าวโอ๊ตทั้งเมล็ด ถั่ว เมล็ดพืช และผลไม้แห้ง ซึ่งข้าวโอ๊ตนั้นเต็มไปด้วยไฟเบอร์ซึ่งสามารถช่วยลดคอเลสเตอรอลได้ ในขณะที่ถั่วให้ไขมันที่ดีต่อสุขภาพและผลไม้แห้งมีโพแทสเซียมอิเล็กโทรไลต์ที่จำเป็นสำหรับกระบวนการทางร่างกายรวมถึงการทำงานของเซลล์และการหดตัวของกล้ามเนื้อด้วย

คุณควรมองหาอะไรในกราโนล่า

ขั้นแรกดูรายการส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ว่ามีส่วนผสมของสารให้ความหวานมากน้อยแค่ไหนรวมไปถึงควรหลีกเลี่ยงสารให้ความหวานสังเคราะห์ จำพวกน้ำเชื่อมข้าวโพด เดกซ์โทรส ฟรุกโตส น้ำเชื่อมข้าวโพดฟรักโทสสูง (HFCS) น้ำผึ้ง แลคโตส มอลต์ไซรัป มอลโตส จากนั้นมองหากราโนล่าที่ไม่มีไขมันทรานส์และไขมันต่ำ ในส่วนที่เกินไขมันอิ่มตัว

ทานกราโนล่าให้ดีต่อสุขภาพอย่างไร

ก็ต้องทานในขนาดที่เหมาะสมกับที่ร่างกายต้องกายเราลองมาดูวิธีคำนวณการเผาผลาญพลังงาน Basal Metabolic Rate (BMR) กันค่ะ

สำหรับผู้ชาย : BMR = 66 + (13.7 x น้ำหนักตัวเป็น กก.) + (5 x ส่วนสูงเป็น ซม.) – (6.8 x อายุ)
สำหรับผู้หญิง : BMR = 665 + (9.6 x น้ำหนักตัวเป็น กก.) + (1.8 x ส่วนสูงเป็น ซม.) – (4.7 x อายุ)
เมื่อได้ค่า BMR ก็นำมาคูณกับพฤติกรรมที่เราใช้ในชีวิตประจำวันดังนี้
นั่งทำงานอยู่กับที่ และไม่ได้ออกกำลังกายเลย = BMR x 1.2
-ออกกำลังกายเล็กน้อย ประมาณอาทิตย์ละ 1-3 วัน = BMR x 1.375
-ออกกำลังกายปานกลาง ประมาณอาทิตย์ละ 3-5 วัน = BMR x 1.55
-ออกกำลังกายอย่างหนัก ประมาณอาทิตย์ละ 6-7 วัน = BMR x 1.725
-ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาอย่างหนักทุกวันเช้าเย็น = BMR x 1.9

เมื่อได้ผลมาก็ลองนำมาวางแผนในการกิน และอาจลองเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการโดยการทานคู่กับนมหรือโยเกิร์ตแล้วเติมเบอร์รี่ กล้วย เมล็ดฟักทองจำนวนประมาณหยิบมือหนึ่งเข้าไปด้วยก็ได้

Posted on

กราโนล่า คืออะไร

กราโนล่า (Granola) เป็นอาหารหรือขนมขบเคี้ยวที่ได้รับความนิยมมาจากชาวตะวันตก ซึ่งมักจะรับประทานเป็นอาหารเช้าหรือขนมทานเล่น โดยเชื่อว่าเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ รับประทานแล้วจะอิ่มท้องนาน และช่วยในการลดน้ำหนัก เพราะมีคุณค่าทางสารอาหารมาก และให้พลังงานสูง

กราโนล่าประกอบไปด้วยข้าวโอ๊ต น้ำผึ้ง ถั่ว และธัญพืชต่างๆ ที่สามารถใส่ได้ตามใจชอบ เช่น ผลไม้แห้ง ลูกเกด ถั่ว วอลนัท หรืออัลมอนด์ หากคนระหว่างอบกราโนล่าจะไม่ติดกันเป็นแท่ง จะเหมาะกับการรับประทานเป็นอาหารเช้า แต่ถ้าอัดให้ติดกันเป็นแท่งก็จะเหมาะกับการทานเล่นเป็นขนม โดยสามารถนำมารับประทานกับโยเกิร์ต น้ำผึ้ง นม หรือซีเรียลก็อร่อยเข้ากันมาก นอกจากนี้ยังเหมาะกับการแต่งหน้าขนมอีกด้วย

กราโนล่า กินแล้วไม่อ้วนจริงไหม

ตอนนี้ผู้คนจำนวนมากกำลังหันมารักตัวเองมากขึ้น ทั้งเอ็กเซอร์ไซส์ในแบบต่างๆ ดูแลเรื่องการรับประทาน อาหารก็ต้องเป็นอาหารที่มีประโยชน์ ไม่เค็ม ไม่มัน หวานน้อย และกราโนล่าก็เป็นตัวเลือกหนึ่งที่คนควบคุมอาหารกำลังนิยมมากๆ ไม่ว่าจะกินคู่กับนมหรือเอาไว้ของกินเล่นก็ได้เพราะกลิ่นหอมอร่อยเหมือนขนมและก็มีประโยชน์ด้วยเพราะมันคือส่วนผสมที่ไม่ได้ผ่านการแปรรูป ไม่ว่าจะเป็น โอ๊ต อัลมอล เมล็ดพืชหลายๆชนิดที่ผสมกันแล้วเอาไปอบให้แห้ง หลายคนก็ใส่ผลไม้แห้งอื่นๆอย่างลงไปเพื่อให้อร่อยยิ่งขึ้น ทำให้กราโนล่ามีพลังงานสูงแต่เต็มไปด้วยสารที่มีประโยชน์ ทั้ง fiber และธาตุเหล็กสูง ส่วนถั่วและ seeds ต่างๆก็เป็นไขมันดี แต่ถึงแม้จะฟังดูคลีนๆแต่ก็ให้พลังงานที่สูงทำให้ต้องคิดให้ดีก่อนกิน เพราะหากกินมากก็อ้วนได้เหมือนกันและนี่คือสิ่งที่ควรรู้ก่อนกินกาโนล่า ขนมคลีนที่กำลังฮิตกัน

1. ควรตรวจสอบปริมาณน้ำตาลที่อยู่ในกราโนล่าให้ดี

เพราะกราโนร่ามักจะมีส่วนผสมที่เต็มไปด้วยน้ำตาลแต่ในฉลากอาจจะไม่ได้เขียนตรงๆว่าน้ำตาลธรรมดา อาจจะใช้ชื่ออื่นๆเช่นน้ำเชื่อมอ้อย น้ำตาลน้ำอ้อย น้ำเชื่อมข้าวกล้อง น้ำเชื่อมข้าวโอ๊ต แต่ทั้งหมดนี้ก็คือน้ำตาลนั่นเอง ในแต่ละวันปริมาณน้ำตาลที่ควรบริโภคคือไม่เกิน 8 กรัม

2. ตรวจสอบปริมาณแคลอรี่

ถ้าเลือกกาโนล่าที่ไม่ปรุงแต่งเยอะก็จะให้พลังงานน้อยกว่า
3. ใช้ ภาชนะใบเล็กๆเข้าไว้ในการรับประทาน

และอาจจะทานควบคู่ไปกับอาหารชีวจิต เช่นกรีกโยเกิร์ตหรือโอ๊ตมีล ก็ได้

4. ตัดปริมาณไขมันออกบ้าง

กราโนล่าส่วนใหญ่มีไขมันไม่อิ่มตัวซึ่งเป็นไขมันดีบำรุงหัวใจและมีโอเมก้า 3 จากเมล็ดธัญพืชอีกด้วย แต่กินไขมันมากไปก็ไม่ใช่เรื่องดีหากจะเลือกกินกราโนล่าเป็นขนมลองเลือกแบบที่มีไขมันเพียง 2-3 กรัม เช่น กราโนล่าที่มีส่วนผสมของผลไม้เยอะๆ

5. เลือกชนิดน้ำมันที่ใช้อย่างฉลาด

ขนมกราโนล่าหลายยี่ห้อใช้น้ำมันปาล์มและน้ำมันไฮดรอลิคในส่วนผสมที่เห็นได้บนฉลากซึ่งน้ำมันพวกนี้มีไขมันอิ่มตัวและส่งผลร้ายต่อหัวใจดังนั้นลองเลือกหายี่ห้อที่ใช้น้ำมันมะพร้าวแบบออแกนิคหรือน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์จะดีกว่า

6. ระวังส่วนผสมที่อาจเป็นอันตราย

ยังคงมีการกราโนล่าบางแบรนด์ที่อ้างว่าตัวเองเป็นแบรนด์เพื่อสุขภาพแต่ก็ยังใช้ส่วนผสมของอินนูลิน (มันคือ Fiber ที่ละลายน้ำได้ซึ่งมีผลเสียทำให้การย่อยอาหารมีปัญหา) หรือโปรตีนถั่วเหลืองแบบแยกตัวหรือส่วนผสมอื่นๆอีก ดังนั้นก่อนเลืกซื้อมากินลองอ่านส่วนผสมให้ดีก่อนนะคะ

กราโนล่า กล้วยดิบ N_Healthfruits ของเรา นำมาแปรรูปให้ง่ายต่อการรับประทานมากยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับเด็ก เพิ่มความอร่อยในตัวและได้สรรพคุณต่างๆที่เราคัดสรรมาอย่างดีมีคุณภาพ ซึ่งกราโนล่า กล้วยดิบ Healthfruits ของเรานั้น ใช้ส่วนผสมหลักจากกล้วยดิบมาทำ และประกอบไปด้วยส่วนผสมอื่นๆที่ให้สรรพคุณมากมายอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น งา, อัลมอนด์, เมล็ดทานตะวัน, ลูกเกด, กีวี่แห้ง เนยถั่ว และไม่ได้ใช้น้ำตาลเป็นส่วนผสมเลย โดยทุกขั้นตอนในการผลิตภัณฑ์ กราโนล่า กล้วยดิบ Healthfruits นั้น เราจะเน้นความสะอาดและความปลอดภัยเพื่อให้ผู้บริโภคได้รับผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพที่ดีจากเรา

Posted on

โรคกรดไหลย้อนร้ายแรงหรือไม่

โรคกรดไหลย้อนร้ายแรงหรือไม่

ในบทความนี้จะขอแบ่งระยะโรคกรดไหลย้อนเป็น 3 ระยะซึ่งแต่ละระยะก็มีอาการหรือความรุนแรงที่แตกต่างกันและมีที่มาของสาเหตุอาการที่ต่างกันจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตในแต่ละวัน ระยะแรกหรือแล้วเบื้องต้น คือระยะที่กระเพาะอาหารเริ่มอ่อนแอลง อาการจะเห็นได้ทั่วไปเช่นมีลมในท้อง ทานอาหารแล้วรู้สึกแน่นๆแต่ก็ไม่ได้เป็นมาก รู้สึกแสบร้อนในกระเพาะอาหารเล็กๆน้อยๆ

เนื่องจากลมในกระเพาะอาหารเยอะในบางรายจะรู้สึกเสียดไปถึงด้านหลังได้และอาจปวดเมื่อยตามร่างกายเนื่องจากลมมันเข้าไปอยู่ตามกล้ามเนื้อส่วนต่างๆในร่างกาย วิธีแก้ไขง่ายๆก่อนที่จะไปรักษาด้วยยายาปฏิชีวนะต่างๆ อาจลองใช้สมุนไพรก่อนก็ได้ ลองทานกล้วยน้ำว้าดิบเพื่อรักษาแผลในกระเพาะอาหารก่อน อาจจะผสมน้ำผึ้งเพื่อให้ทานง่ายขึ้นก็ได้ก่อนอาหารเช้าและก่อนอาหารเย็นประมาณครึ่งชั่วโมงเพราะว่ายางของกล้วยน้ำว้าดิบจะช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหารหรือแผลในหลอดอาหารได้ ที่สำคัญอย่าทานข้าวแล้วดื่มน้ำตามไปด้วยบ่อยๆ ระยะสอง

ปัญหาในลำไส้ที่มีของเสียตกค้างมาก มีของเสียตกค้างมากในลำไส้เพราะกระบวนการย่อยไม่สามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์ จนลำไส้ต้องสร้างจุลินทรีย์ตัวหนึ่งที่มีอยู่แล้วในลำไส้ขึ้นมามากขึ้น จนทำให้รู้สึกแน่นท้อง ผายลมบ่อย อาจมีอาการท้องผูก และบางรายอาจมีอาการหายใจไม่สะดวกร่วมด้วย การแก้ไขของโรคกรดไหลย้อนระยะที่สองก็คือการเอาของเสียในลำไส้ออก เช่น การทำดีท็อกแบบสวนลำไส้ หรือยาถ่ายแบบสามัญประจำบ้านก็ได้ และเมื่อขับของเสียในลำไส้ออกแล้วก็ควรหลีกเลี่ยงอาหารบางชนิด เช่นนมวัว ของหวานๆ น้ำเย็น น้ำแข็ง หรือน้ำผลไม้ที่มีฤทธิ์เย็น เช่น แตงโม น้ำมะพร้าว เป็นต้น ระยะที่สาม ระยะที่สารอาหารในเลือดน้อยลง เนื่องจากกระบวนการย่อยที่ไม่ดีเป็นเวลานานและมีอุจจาระที่ตกค้างในลำไส้ต้นทำให้สารอาหารในเลือดน้อยลงระยะนี้จะถึงจำทานข้าวให้ตรงเวลาหรือทานสมุนไพรเล็กๆน้อยๆอาจจะไม่เพียงพอแล้ว

อาการของโรคกรดไหลย้อนระยะนี้คือจะรู้สึกจุกที่คอแสบคอ มีกลิ่นปากง่าย รู้สึกปากแห้ง มึนหัวบ่อย อ่อนเพลียระหว่างวันเนื่องจากหลับไม่ลึก อาจสะดุ้งตื่นในตอนกลางคืนหรือรู้สึกแน่นท้องตลอด มีอาการแสบคอหรือหลายๆคนอาจปัสสาวะบ่อยด้วย วิธีแก้ไขกล้องทานอะไรที่บำรุงเลือด เช่น อาจทานโสมในตอนเช้าก่อนอาหารและทานสมุนไพรที่ช่วยเรียกน้ำย่อยก่อนอาหารมื้อเที่ยงและมื้อเย็น เช่นขมิ้นชัน และต้องขับถ่ายของเสียในลำไส้ออกด้วยที่สำคัญเรื่องความเครียดก็มีส่วน เวลาทานอาหารไม่ควรทำกิจกรรมอย่างอื่นไปด้วย

Posted on

โรคกรดไหลย้อน อาการที่ต้องหลีกเลี่ยง

โรคกรดไหลย้อนต้องหลีกเลี่ยง

โรคกรดไหลย้อย โรคฮิตของคนเมืองส่วนใหญ่โรคนี้มักจะเกิดกับคนที่มีชีวิตที่เร่งรีบ ทำงานไม่เป็นเวลาหรือนอนไม่เป็นเวลา ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก หรือผู้ที่ทานยาบางชนิดที่หลีกเลี่ยงได้ยากเช่น ยาแก้โรคหอบหืด เป็นต้น
โรคกรดไหลย้อนคือการที่น้ำย่อยจากกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับไปในหลอดอาหารซึ่งน้ำย่อยเป็นกรดที่มีความเข้มข้นสูงคนเป็นโรคกรดไหลย้อนจึงมักมีอาการแสบร้อนบริเวณลิ้นปี่ขึ้นมาที่หน้าอกและคอ ซึ่งอาการโรคกรดไหลย้อนจะกำเริบมากขึ้นหลังจากที่ทานอาหารมื้อหนักๆหรือหลังจากชื่อทานอาหารที่มีฤทธิ์กระตุ้นกรดให้หลั่งออกมามากขึ้นซึ่งอาหารที่คนเป็นกรดไหลย้อนควรหลีกเลี่ยงเพื่อไม่ให้อาการกรดไหลย้อนกำเริบมีดังนี้

1. อาหารไขมันสูงเช่น อาหารทอด อาหารมัน ช็อกโกแลต อาหาร Fast food หรืออาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น กะทิ นม เนย ชีส ไอศกรีมหรือไขมันจากเนื้อสัตว์ ซึ่งไขมันเหล่านี้จะไปรวมกับกรดในกระเพาะอาหารจึงจะทำให้รู้สึกจุกแน่นหรือร้อนที่กลางอกได้


2. อาหารที่มีแก๊สมาก ทั้งน้ำอัดลม ชา กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง หรืออาหารที่มีรสเปรี้ยวจัด ก็เป็นอาหารที่ไปกระตุ้นการสร้างน้ำย่อยมากขึ้น


3. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คนเป็นโรคกรดไหลย้อนยิ่งต้องหลีกเลี่ยงให้ไกลเพราะมันจะมีฤทธิ์กระตุ้นหูรูดของกระเพาะอาหารให้เปิดออกและทำให้กรดไหลย้อนกลับไปที่หลอดอาหารง่ายขึ้น


4. ผลไม้ที่มีกรดมาก ผลไม้ที่คนเป็นโรคกรดไหลย้อนควรหลีกเลี่ยงคือผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น ส้มหรือสับปะรด เป็นต้น


5. ผักที่มีกรดแก๊สมาก เช่นหอมหัวใหญ่ดิบ พริก กระเทียม ซึ่งจะมีมากในอาหารประเภทยำต่างๆพริกไทย หอมแดง รวมทั้งผักดิบด้วย


6. หมากฝรั่ง การเคี้ยวหมากฝรั่งบ่อยๆคนเป็นโรคกรดไหลย้อนก็ควรหลีกเลี่ยงเช่นกันเพราะจะทำให้เวลาเคี้ยวหมากฝรั่งเราต้องกลืนน้ำลายอยู่บ่อยๆครั้งซึ่งการกลืนน้ำลายจะยิ่งไปเพิ่มกรดในกระเพาะอาหารมากขึ้น


ทั้งนี้ก็ยังมีอาหารอื่นๆ ที่ช่วยในการ รักษาโรคกรดไหลย้อน อย่างอาหารเสริม เช่น วิตามินซี สารสกัดจากกระเทียม หรือน้ำมันตับปลาเป็นต้นแต่อาหารเหล่านี้ไม่ใช่ถึงกับกินไม่ได้เลยแต่ต้องทานในปริมาณที่ไม่มากหรือไม่ทานบ่อยๆ หรือหลีกเลี่ยงการทานอาหารข้างต้นในเวลาท้องว่าง และ โรคกรดไหลย้อน อาจจะไม่ใช่โรคที่ร้ายแรงอะไรแต่ถ้านิ่งนอนใจไม่ดูแลสุขภาพ ก็อาจจะก่อให้เกิดอาการที่มากขึ้นแล้วอาจจะมีผลให้เกิดโรคอื่นๆตามมาก็ได้นะ

Posted on

กล้วยดิบช่วยลดน้ำหนัก ได้อย่างไร?

กล้วยดิบช่วยลดน้ำหนัก

ทำไมรับประทานกล้วยดิบแล้วช่วยลดน้ำหนัก วันนี้ N Health Fruits มีข้อมูลดีๆมาบอกต่อ ในกล้วยดิบนั้นประกอบไปด้วยแป้งที่เป็นองค์ประกอบหลักซึ่งแป้งชนิดนี้คือ แป้งทนการย่อย หรือ Resistant Starch ประโยชน์ของแป้งชนิดนี้มีมากมายที่คุณจะต้องประหลาดใจเลยทีเดียว ในบทความนี้เราจะมาพูดถึงในส่วนการทำงานของแป้งชนิดนี้ว่าช่วยลดน้ำหนักอย่างไร ซึ่ง แป้งทนการย่อย มีอยู่ 4 ประเภทด้วยกัน ในกล้วยดิบนั้นเป็นประเภทที่ (RS2) เป็นแป้งที่มีอะไมโลสสูง ทนการย่อยเนื่องจากแป้งทนต่อการทำงานของเอมไซม์ แป้งชนิดนี้จะไม่ถูกย่อยและไม่ดูดซึมในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก แต่จะสามารถผ่านเข้าไปถึงลำไส้ใหญ่ได้ และไปกระตุ้นการเติบโตของจุลินทรีย์ที่เรียกว่า โพรไบโอติก (Probiotics) ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่มีชีวิต และมีประโยชน์ต่อลำไส้ใหญ่หรือต่อร่างกาย

อาหารที่มีแป้งทนการย่อยสูงจะมีค่า Glycemic Index (GI) หรือ ดัชนีน้ำตาล ต่ำ ช่วยให้ระดับน้ำตาลไหลเข้าสู่กระแสเลือดช้า และสม่ำเสมอ ทำให้ระดับน้ำตาลอยู่ในระดับปกติ เพิ่มความรู้สึกอิ่มและลดความอยากอาหาร ช่วยลดไขมันในเลือด ควบคุมคอเลสเตอรอล ลดความเสี่ยงโรคเบาหวาน และโรคหัวใจได้

ดังนั้น การที่เราน้ำหนักลดลงเป็นเพราะความอยากอาหารที่ลดลง ทานอาหารที่น้อยลง เป็นการลดน้ำหนักโดยธรรมชาติซึ่งจะปลอดภัยกว่าการที่เราลดน้ำหนักที่ผิดวิธี เช่น การอดอาหาร ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกายเพราะจะทำให้ได้รับสารอาหารที่ไม่เพียงพอได้ กล้วยดิบจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักโดยธรรมชาติ ปลอดภัย แถมได้ประโยชน์ต่อร่างกาย

Posted on

สาเหตุอาการของโรคกรดไหลย้อน

โรคกดไหลย้อน สาเหตุอาการของโรคกรดไหลย้อน

โรคกรดไหลย้อนคืออะไรส่งผลอย่างไรต่อร่างกายเรา

โรคกรดไหลย้อนนั้น หรือเรียกอีกอย่างว่า โรคน้ำย่อยไหลกลับ, โรคกรดไหลกลับ โรคเกิร์ด เรียกอยู่ในชื่อของภาษาอังกฤษว่า  (Gastroesophageal reflux disease – GERD) หมายถึงกระเพาะอาหารที่ตกอยู่ในสภาวะน้ำย่อย Mini เป็นกรดไหลย้อนกลับขึ้นไปในหลอดอาหารลำคลองก่อให้เกิดความระคายเคือง ซึ่งอาจจะส่งผลทำให้มีอาการแสบร้อนกลางอก ทางลำคอก่อให้เกิดการอักเสบขึ้นได้ จนถึงบริเวณกล่องเสียงอักเสบ

10 ถึง 15 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อน ซึ่งจะพบได้ทุกช่วงอายุตั้งแต่เด็กแรกเกิดจนถึงผู้ใหญ่ ดูอัตราที่ค้นพบมากที่สุดจะอยู่ในช่วงอายุ 40 ปีขึ้นไป พบมากที่สุดจะอยู่ช่วงอายุเฉลี่ย 60 ถึง 70 ปี แต่โรคกรดไหลย้อนนั้นก็สามารถพบได้ในช่วงอายุเด็กเล็กจนไปถึงช่วงวัยรุ่น โรคกรดไหลย้อนจะพบเจอกับผู้หญิงและผู้ชายในโอกาสที่ใกล้เคียงกัน

โรคกรดไหลย้อนเกิดขึ้นจากสาเหตุใด

ในร่างกายคนเราจะส่วนที่ใช้ในการลำเลียงอาหาร ซึ่งสาเหตุของโรคกรดไหลย้อนนี้จะเกิดจากภาวะหย่อนสมรรถภาพของหูรูดส่วนล่างในหลอดอาหาร เป็นสภาวะ LES (Lower esophagel sphincter) กล้ามเนื้อในหูรูดที่เกิดสภาวะหย่อนทำให้ไม่สามารถปิดได้สนิท จึงเป็นช่องทางที่ทำให้น้ำย่อยที่อยู่ในกระเพาะอาหารย้อนกลับขึ้นไปที่หลอดอาหารและลำคอได้ ความเป็นกรดที่มาจากน้ำย่อยนั้นมีฤทธิ์ทำให้เกิดความระคายเคืองต่ออายุอวัยวะต่างๆ ทำให้มีสภาพการแทรกซ้อนต่างๆก่อให้เกิดความไม่สบายในส่วนต่างๆของร่างกายตามมา

ในการรับประทานอาหารในสภาวะปกติขณะที่เรากลืนอาหาร กล้ามเนื้อหูรูดส่วนล่างของหลอดอาหารจะค่อยๆคลายตัวเพื่อให้อาหารที่เรารับประทานปล่อยผ่านลงไปยังกระเพาะอาหารได้ อาหารจะค่อยๆลงไปยังกระเพาะอาหารจึงหมด กล้ามเนื้อหูรูดจะค่อยๆหดรัดตัวขึ้นเพื่อปิดกั้นไม่ให้เศษอาหารและน้ำย่อยที่อยู่ในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไป น้ำย่อยที่อยู่ในกระเพาะอาหารนั้นจะมีฤทธิ์เป็นกรดที่อาจส่งผลกระทบที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อเยื่อบุทางเดินหลอดอาหารได้

ในปัจจุบันยังไม่มีการทราบถึงสาเหตุที่ก่อให้เกิดหูรูดส่วนล่างหย่อนสมรรถภาพนหลอดอาหารเกิดจากสาเหตุ อะไร ตอนที่เห็นได้ชัดว่าหูรูดอาจเกิดจากการยังมีการเจริญเติบโตไม่เต็มที่หรือความเสื่อมตามอายุ ความผิดปกติภายในร่างกายตั้งแต่กำเนิด เป็นต้น

ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นสาเหตุอากาศที่ก่อให้เกิดโรคกรดไหลย้อนได้แก่

ความเสื่อมสภาพในหูรูดส่วนล่างของหลอดอาหารที่ยังเจริญเติบโตไม่เพียงพอ

เซลล์ต่างๆทุกชนิดในร่างกายของคนเราจะมีการเสื่อมสภาพลงตามกาลเวลา  จึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้หูรูดหย่อนสมรรถภาพลงได้ ทำให้ระบบการปิดการอาหารและน้ำย่อยจากกระเพาะอาหารนั้นมีโอกาสที่จะย้อนกลับขึ้นไปยางหลอดอาหารได้ ก่อให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อหุ้มต่างๆ ที่ก่อให้เกิดอันตรายได้ นอกจากผู้สูงอายุที่จะก่อให้เกิดความเสื่อมสภาพของเซลล์ต่างๆแล้ว เด็กแรกเกิดก็อาจจะส่งผลให้เกิดโรคกรดไหลย้อนได้ จากหูรูดที่ยังมีการเจริญเติบโตไม่เต็มที่ การทำงานจึงหย่อนยานอาจจะมีการทำขนมและอาหารออกมาได้ เมื่อเด็กทารกโตขึ้น อาการต่างๆเหล่านั้นก็จะหายไปกล้ามเนื้อหูรูดเริ่มมีการเจริญเติบโตแข็งแรงมากยิ่งขึ้น

น้ำย่อยภายในกระเพาะอาหารตกค้างอยู่ภายในหลอดอาหารนานกว่าปกติ

หากกลไกในการกำจัดกรดในหลอดอาหารผิดก็ดีขึ้น  หรือมีการปรับตัวผิดปกติของหลอดอาหาร การรับประทานอาหารจะรู้สึกทานช้าลง หรืออาหารที่มีการไหลย้อนกลับขึ้นมาสาเหตุเกิดจากอาหารค้างอยู่ในหลอดอาหารนานกว่าปกติ

การปรับตัวลดลงของกระเพาะอาหาร

โรคกรดไหลย้อนอาจเกิดจาก กระเพาะอาหารบีบตัวลดลง อาจมีสาเหตุมาจากอายุที่สูงขึ้นระบบเซลล์ต่างๆในร่างกายก็จะค่อยๆเสื่อมลงจากการที่มีการอักเสบของกระเพาะอาหารหรือเส้นประสาทในกระเพาะอาหาร อาจเกิดจากยาบางชนิดที่มีผลข้างเคียง หรือที่ได้รับสารบางอย่างที่ทำให้กล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารคลายตัว เช่น จำพวกแอลกอฮอล์ ซึ่งจะส่งผลทำให้เพิ่มแรงดันในกระเพาะอาหารจนหูรูดค่อยๆเปิดออก การขั้นของอาหารเรียกน้ำย่อยในกระเพาะอาหารนั้นจะทำได้นานกว่าปกติ จึงทำให้อาหารหรือน้ำย่อยจากภายในกระเพาะไปย้อนกลับขึ้นไปในหลอดอาหารได้ก่อให้เกิดการอักเสบ

กระเพาะอาหารมีแรงดันเพิ่มขึ้น

สาเหตุที่เกิดโรคกรดไหลย้อน การเกิดแรงดันในกระเพาะอาหารที่เพิ่มสูงขึ้นนั้นเกิดจากอาการไอ โดยเฉพาะการไอเรื้อรัง, การตั้งครรภ์, รบกวน ,การรับประทานอาหารแล้วแต่ละมื้อปริมาณมากๆ, การนอนทันทีหลังจากรับประทานอาหารเสร็จ, การรับประทานอาหารประเภทที่มีการย่อยสลายได้ อยากจะค้างอยู่ในกระเพาะอาหารของเราเป็นเวลานานก่อให้เกิดความเสี่ยงรายการที่อาหารเป็นน้ำย่อยภายในกระเพาะอาหารนั้นมีจำนวนเพิ่มขึ้นและเกิดแรงดันไหลย้อนกลับขึ้นไปในการเปิดหูรูดของหลอดอาหารได้

ปัจจัยก่อให้เกิดโรคกรดไหลย้อนขึ้นได้บ่อยและนานขึ้น

มีปริมาณภายในกระเพาะขยายตัวมากขึ้น น้ำย่อยในกระเพาะอาหารก็จะมากขึ้นด้วย ดังนั้นหากมีความเสื่อมสภาพของหูรูดยนต์สมรรถภาพหย่อน ก็จะให้ก่อให้เกิดภาวะกรดไหลย้อนเกิดขึ้นได้บ่อยแล้วเป็นนานมากขึ้น

บทความเพิ่มเติม อาหารที่คนเป็นกรดไหลย้อนต้องหลีกเลี่ยง

 

 

Posted on

ประโยชน์ของกล้วย

ประโยชน์ของกล้วย

หากคุณต้องการเหตุผลดีๆสักข้อว่าทำไมคุณต้องกินกล้วยในมื้ออาหารของคุณด้วยล่ะก็ นี้คือสิ่งที่น่าเหลือประโยชน์ของการกินกล้วย

1.ไฟเบอร์สูง

น้ำหนักของกล้วยนั้นเป็นส่วนของไฟเบอร์ ทั้ง ไฟเบอร์ที่ละลายน้ำ และไม่ละลายน้ำ ไฟเบอร์ที่สามารถละลายน้ำได้นั้นมีแนวโน้มทำให้การย่อยอาหารช้าลงและช่วยทำให้รู้สึกอิ่มเป็นเวลานาน นี้คือเหตุผลว่าทำไมคุณถึงต้องมีกล้วยอยู่ในมื้อเช้าของคุณ ดังนั้น คุณสามารถที่จะเริ่มต้นวันของคุณโดยไม่ต้องห่วงถึงมื้อถัดไปเลย

2.สุขภาพหัวใจ

อาหารที่มีไฟเบอร์สูงนั้นกล่าวว่าดีต่อหัวใจ ตามผลการวิจัยของมหาวิทยาลัย Leeds ในอังกฤษ การบริโภคอาหารจำพวกที่มีไฟเบอร์สูงนั้นสามารถลดความเสี่ยงของโรคหัวใจทั้ง 2 ชนิดได้ ทั้ง CVD CHD

3.การให้การย่อยง่ายขึ้น

ตามที่อายุรเวทกล่าว กล้วยประกอบไปด้วนรสหวานและรสเปรี้ยว กล่าวว่ารสหวานทำให้เกิดความรู้สึกหนักแต่รสเปรี้ยวเป็นที่รู้จักกันในการกระตุ้น agni (น้ำย่อย) ช่วยสนับสนุนการย่อยอาหารและช่วยในการสร้างการเผาผลาญ

4.แหล่งสารอาหาร

ในเรื่องของโภชนาการนั้น กล้วยประกอบไปด้วยวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกายและแร่ธาตุ เช่น โพแทสเซียม แคลเซียม แมงกานีส เหล็ก โฟเลต ไนอะซิน วิตามินB2 และ B6 สารเหล่าจะกระจายในสัดส่วดที่เหมาะสมในแต่ละกระบวนการของร่างกายและช่วยให้คุณมีสุขภาพที่ดี

5.โพแทสเซียมสูง

การที่กล้วยมีโพแทสเซียมที่สูงมากนั้นทำให้มันกลายเป็นสุดยอดผลไม้ ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย มันช่วยให้หัวใจเต้นเป็นปกติ ระดับความดันเลือดเป็นปกติ และช่วยให้สมองตื่นตัวตลอดเวลา
ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้แน่ใจแล้วว่าคุณควรจะเพิ่มกล้วยเข้าไปในชีวิตประจำวันของคุณเพื่อหัวใจ สมอง และให้เลือดอยู่ในระดับมั่นคง

6.ความดันเลือด

เรารู้ดีกันอยู่แล้วว่าเกลือเป็นตัวร้ายทำที่ทำให้ระดับความดันเลือดสูง ซึ่งกล้วยมีปริมาณเกลือที่น้อยแต่มีโพแทสเซียมที่สูงและคุณสมบัติเหล่านี้มีส่วนทำให้มันเหมาะสำหรับผู้ที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขนี้ แต่เพื่อความแน่นอนคุณควรจะปรึกษานักโภชนาการหรือหมอก่อนที่คุณจะกินกล้วยเป็นอาหารควบคุมน้ำหนัก

7.ต่อสู้กับโรคโลหิตจาง

เนื่องจากกล้วยมีธาตุเหล็กสูง มันจึงเหมาะกับคนที่เป็นโรคโลหิตจาง โรคโลหิตจางเป็นสภาวะที่เม็ดเลือดแดง และฮีโมโกลบินมีจำนวนที่ลดลงสิ่งนี้นำไปสู่ความเหนื่อยล้าหายใจถี่และซีด แต่อย่างที่เราพูดเสมอว่าการกลั่นกรองเป็นกุญแจสำคัญ

คุณต้องการเพิ่มพลังงานได้อย่างรวดเร็ว แต่ไม่มีขนมขบเคี้ยวที่ดีกว่ากล้วย มีน้ำตาลธรรมชาติสามชนิดในกล้วย เมื่อซูโครสฟรุกโตสและน้ำตาลกลูโคสรวมกับเส้นใยกล้วยจะเพิ่มพลังงานทันที การศึกษาแสดงให้เห็นว่าทั้งสองกล้วยให้พลังงานเพียงพอสำหรับการออกกำลังกายที่รุนแรง 90 นาที

กล้วยอ่อนมีแป้งทน มันถูกย่อยในลำไส้ใหญ่เพราะมันไม่ได้ถูกย่อยลงในลำไส้เล็กและมักจะทำให้เกิดปีก กล้วยสุกจะย่อยได้ง่ายและไม่ค่อยเกิดอาการแพ้จึงเป็นอาหารยอดนิยมสำหรับทารก

กล้วยยังพบว่ามีประโยชน์ในการป้องกันหรือรักษาโรคเหล่านี้ เนื่องจากกล้วยมีฤทธิ์ทำมิดมีฤทธิ์ในร่างกายโปรดกินกล้วยและให้ผลเป็นยากล่อมประสาทหากหัวใจไหม้

การแพ้อาหารเช้า: การรับประทานกล้วยในระหว่างมื้ออาหารช่วยเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดและป้องกันการเลี้ยว

การกัดยุง: โปรดลองถูบริเวณที่ได้รับผลกระทบภายในผิวกล้วยก่อนที่จะถึงครีมกัดแมลง ประสบความสำเร็จในการลดเหงื่อและระคายเคืองที่เกิดจากแมลงกัด

Drunkard: วิธีที่เร็วที่สุดในการแก้อาการเมาค้างคือการทำให้นมกล้วยหอมหวานกับน้ำผึ้ง กล้วยสงบกระเพาะอาหารด้วยความช่วยเหลือของน้ำผึ้งทำให้ปริมาณน้ำตาลที่หมดลงนมบรรเทาร่างกายและความชื้นวัสดุของคุณ

สูบบุหรี่: กล้วยยังสามารถช่วยคนที่พยายามเลิกสูบบุหรี่ โภชนาการกล้วยช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวจากผลของการถอนนิโคติน

แผล: กล้วยเป็นอาหารสำหรับความผิดปกติของลำไส้เนื่องจากเนื้อนุ่มและเรียบเนียน เป็นผลไม้ดิบเพียงอย่างเดียวที่สามารถรับประทานได้โดยไม่มีอาการปวดในกรณีที่เป็นโรคเรื้อรัง นอกจากนี้ยังเป็นกลางความเป็นกรดและลดการกระตุ้นของกระเพาะอาหาร

ความเครียด: โพแทสเซียมเป็นแร่ธาตุที่สำคัญปรับอัตราการเต้นของหัวใจส่งออกซิเจนไปยังสมองและปรับสมดุลน้ำของร่างกาย เมื่อเรารู้สึกเครียดอัตราการเผาผลาญจะเพิ่มขึ้นซึ่งจะช่วยลดระดับโพแทสเซียม เหล่านี้สามารถสมดุลกับความช่วยเหลือของขนมขบเคี้ยวกล้วย

ภาวะโลหิตจาง: มีธาตุเหล็กเป็นจำนวนมากกล้วยกระตุ้นการผลิตฮีโมโกลบินซึ่งเป็นประโยชน์ในกรณีที่เป็นโรคโลหิตจาง

กล้วยหรือกระถางเขียวเมื่อรับประทานดิบจะแห้งและไม่ย่อย เนื่องจากพวกเขาอุดมไปด้วยแทนนินคุณอาจรู้สึกขม แต่รสชาติบางส่วนเหล่านี้จะหายไปเมื่อคุณปรุงอาหาร กล้วยมีแป้งมากกว่ากล้วยเพราะสามารถรับประทานได้ก่อนที่จะสุกเต็มที่ การศึกษาหลายชิ้นได้สรุปว่าอุบัติการณ์ของโรคมะเร็งกระเพาะอาหารและมะเร็งลำไส้ที่มีฟีดสูงที่มีแป้งที่ไม่สามารถย่อยได้อยู่ในระดับต่ำ

ดังนั้นกล้วยเป็นยาธรรมชาติสำหรับหลายโรค เมื่อเทียบกับแอปเปิ้ลโปรตีน 4 เท่าคาร์โบไฮเดรต 2 ครั้งฟอสฟอรัส 3 ครั้งวิตามินเอและธาตุเหล็ก 5 เท่าวิตามินและแร่ธาตุอื่น ๆ 2 ครั้ง ดังนั้นดูครั้งต่อไปที่คุณลังเลที่จะกินกล้วย!

Posted on

รู้หรือไม่กล้วยดิบยังนำมาเป็นส่วนประกอบของขนมได้อีกด้วย

รู้หรือไม่กล้วยดิบยังนำมาเป็นส่วนประกอบของขนมได้อีกด้วย

กล้วยดิบ นอกจะนำมาชงกับน้ำอุ่นทานแล้ว

เราสามารถนำผงกล้วยดิบนั้นมาทำเป็นแป้งในขนมได้ ผงกล้วยดิบ หรือ แป้งกล้วยดิบ ยังมีประโยชน์สูงกว่าแป้งสาลีอีกด้วย การนำ แป้งกล้วย มาทำขนมนั้นยังไม่เป็นที่นิยมกันมากนัก เนื่องจากผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังไม่ทราบถึงประโยชน์อันมากมายของกล้วยดิบ และยังคิดว่าการทานกล้วยดิบก็เหมือนการทานกล้วยสุก แต่หารู้ไม่ ว่ากล้วยดิบนั้นมีคุณสมบัติที่แตกต่างจากกล้วยสุกหลายข้อเหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น ในกล้วยดิบมีสารแทนนินที่เป็นตัวทำให้กล้วยดิบมียางเหนียวๆ สารตัวนี้ช่วยรักษาและป้องกันโรคกระเพาะอาหาร กล้วยดิบช่วยรักษากรดไหลย้อน ช่วยเรื่องโรคเบาหวานและอีกมากมายคนสมัยก่อนจึงนิยมนำมาทานรักษาโรค และประกอบกับงานวิจัยหลายๆฉบับที่พิสูจน์แล้วว่ากล้วยดิบรักษาโรคได้จริง ดังนั้นผู้บริโภคก็สามรถทานผงกล้วยดิบได้โดยไม่ต้องกังวลถึงผลเสียต่อร่างกาย

และอย่างที่เราได้บอกไปแล้วว่ากล้วยดิบนั้นมีประโยชน์ที่หลากหลายมากกว่าที่คุณคิดไว้ เพราะนอกจากจะนำมากินแบบสดๆหรือชงแบบผงทานกับน้ำอุ่นทานแล้ว กล้วยดิบยังนำมาทำอาหารหรือขนมได้อีกด้วย เพียงนำผงกล้วยดิบมาใช้แทนแป้งในขนมเท่านี้คุณก็จะได้ทานขนมที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ แถมไม่อ้วนอีกต่างหาก
รู้อย่างนี้แล้ว อย่าลืมหากล้วยดิบมาทานเพื่อประโยชน์ต่อคุณเองและคนที่คุณรักนะคะ
กราโนล่า กล้วยดิบ Healthfruits

กราโนล่า